นางสาวอุปมา ใจหงษ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ พร้อมคณะบุคลากรสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ประชุมติดตามความก้าวหน้าและลงพื้นที่ดำเนินโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก (ก่อสร้างทางวิ่งและทางขับที่ 2) (โครงการก่อสร้างทางวิ่งและทางขับที่ 2) ร่วมกับกองทัพเรือ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และผู้รับจ้างของโครงการ โดยมีพลเรือตรี ธเนศ ธีรชัยธัญญศักดิ์ ผู้บัญชาการกองเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ กองเรือยุทธการ และคณะให้การต้อนรับในการลงพื้นที่และสรุปสถานะการดำเนินโครงการ
โครงการก่อสร้างทางวิ่งและทางขับที่ 2 ได้รับการสนับสนุนเงินกู้เพื่อดำเนินโครงการจากธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเอเชีย (Asian Infrastructure Investment Bank: AIIB) วงเงิน 423.05 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อเพิ่มศักยภาพของสนามบินนานาชาติอู่ตะเภาให้สามารถรองรับการขึ้น-ลงและขับเคลื่อนของอากาศยานได้มากยิ่งขึ้น และรองรับการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) โดยเป็นการก่อสร้างทางวิ่ง (Runway) ระยะทาง 3,505 เมตร ความกว้าง 60 เมตร พร้อมทางขับ (Taxiway) เชื่อมต่อ และระบบสาธารณูปโภค ปัจจุบันโครงการมีผลการดำเนินงานร้อยละ 15.11 และคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2571
ในช่วงบ่าย คณะฯ เข้าร่วมประชุมติดตามความก้าวหน้าและลงพื้นที่ดำเนินโครงการพัฒนาโครงข่ายทางหลวง เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 ส่วนต่อขยายเชื่อมต่อสนามบินนานาชาติอู่ตะเภา ร่วมกับกรมทางหลวง โดยมีนายธันวิน สวัสดิศานต์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการทางหลวงระหว่างประเทศ กรมทางหลวง ให้การต้อนรับและบรรยายสรุปสถานะการดำเนินโครงการ
โครงการพัฒนาโครงข่ายทางหลวง เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกฯ ได้รับการสนับสนุนเงินกู้เพื่อดำเนินโครงการจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) วงเงิน 68.74 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อพัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนส่งทางบกที่ยั่งยืนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) โดยก่อสร้างทางยกระดับส่วนต่อขยายจากทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 เพื่อเชื่อมต่อกับสนามบินนานาชาติอู่ตะเภา ระยะทางประมาณ 1.95 กิโลเมตร และขยายช่องจราจรทางหลวงหมายเลข 3 (ถนนสุขุมวิท) เป็น 4 ช่องจราจร ระยะทางประมาณ 5.65 กิโลเมตร ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนเดินทางเข้า–ออกสนามบิน
ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยโครงการมีผลการดำเนินงานสะสมร้อยละ 7.55 และคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2571